26 มีนาคม 2561 ณ ห้องบัณฑิตวิทยาลัย

  คู่มือ

     

   
   
 
 
 

 

 

          สืบเนื่องจากพระราชกฤษฏีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 11 กำหนดไว้ว่า สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่พัฒนาความรู้ ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้มีลักษณะเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข่าวสารข้อมูลและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานะการณ์ รวมทั้งต้องส่ง เสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการได้ถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัมนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และ ปรับเปลี่ยน ทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน มหาวิทยาลัยจึงได้กำหนดให้คณะทุกคณะดำเนินการ
    จัดการความรู้เพื่อสนับสนุน ประเด็นยุทธศาสตร์ 2 ยุทธศาสตร์ และกำหนดขอบเขต KM ยุทธศาสตร์ละ 1 บัณฑิตวิทยาลัยจึงได้กำหนดขอบเขตการจัดการความรู้ เป็น 2 ยุทธศาสตร์คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพและมาตราฐานการบริหารและการจัดการภายในองค์กร มีการจัดการความรู้เรื่องการพัฒนา
    งานจัดซื้อจัดจ้าง และยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา มีการจัดการความรู้เรื่อง การพัฒนาคุณภาพงานวิจัยโดยการกำหนดขอบเขตเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วม ของอาจารย์และพนักงานสายสนับสนุนของบัณฑิตวิทยาลัย นโยบายการจัดการความรู้ของบัณฑิตวิทยาลัย - พัฒนาให้บัณฑิตวิทยาลัยเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ของนักศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัย - จัดให้บัณฑิตวิทยาลัย เป็นจุดศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้

     

  การแลกเปลี่ยนความรู้

     การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดการความรู้หรือที่เรียกย่อๆว่า KM คือเครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย3 ประการ ไปพร้อมๆกัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมาย การพัฒนาองค์ กรไปสู่การเรียนรู้การเป็นองค์องค์กรแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการ จัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อัตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้ เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่เกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญในระดับ ที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการหาความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการ ความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้เชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร หน่วยสื่อสารและ สารสนเทศ หรือหน่วยพัฒนาองค์กร ต้องการใช้ในการจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ชอบของเล่นใหม่ๆชอบกิจกรรมที่ดูทันสมัยเป็นแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง ประเภทความรู้ ความรู้อาจแบ่งใหญ่ๆได้ 2 ประเภทคือ

1. ความรู้เด่นชัดเป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสารหรือวิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน

2. ความรู้ซ่อนเร้นเป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา การวิจัยกับการจัดการความรู้ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี (ชื่อเดิมคือโรงพยาบาลเด็ก)จัดประชุมนำเสนอโครงการ Teenage จัดประชุมนำเสนอโครงการวิจัยในชุด Teenage Pregnancy มีโครงการวิจัย ที่สามารถเอาวิธีการจัดการความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จึงเอามาเล่าสู่การฟัง โครงการที่น่าสนใจนี้ชื่อ"ประสิทธิผลของการให้ความรู้และประสบการณ์ชีวิต ทำให้ อัตราการตั้งครรภ์ในหญิง วัยรุ่นลดลง"นำเสนอโดย นพ.ทศพร เรืองกฤษณ์ แห่ง รพ.ราชวิถี "หัวปลา" (เป้าหมาย) ของโครงการนี้คือ ลดอัตราการตั้งครรภ์ ของหญิงที่อายุน้อยกว่า 20 ปี วิธีการที่คณะผู้วิจัยจะใช้คือ สอนวิชาทักษะชีวิต (Life skill), แนะแนวการวางแผนชีวิต,อบรมการเลี้ยงดูทารก และให้คำปรึกษา วิธีการวางแผนครอบครัว 15 ชั่วโมง แก่การตั้งครรภ์อายุต่ำกว่า 20 ปีที่มาคลอดที่ รพ.ราชวิถี หวังผลให้หญิงเหล่านี้ทอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ซ้ำเป็น 3 ปี ขึ้นไป เป็นการให้ความรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศ ดูผลลัพธ์ที่การตั้งครรภ์ซ้ำ ว่าทอดระยะออกไปหรือไม่ เพียงใด ผมได้ให้ความเห็นต่อที่ประชุม ว่าสามารถทำงาน เพื่อลดการตั้งครรภ์ซ้ำของหญิงที่อายุน้อยกว่า20 ปีได้โดย วิธีการใช้วิธีการ KM คือใช้แนวความคิดว่า "ความรู้เพื่อไม่ให้ตั้งครรภ์ ซ้ำในคนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 128 คน พบ 14 คนที่การตั้งครรภ์ซ้ำห่างออกไป 4 ปีหรือมากกว่า แสดงว่าคน 14 คนนี้คือคนที่มีความสำเร็จ ในการป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์ซ้ำ คือเป็นผู้มีความรู้เพื่อผลสำเร็จในการบรรลุ "หัวปลา " (เป้าหมายป้องกันการตั้งครรภ์) การจัดการความรู้ ทำโดยเอารู้มีความรู้มาทำกระบวนการ Peer Assist (เพื่อนช่วยเพื่อน) ในกรณีนี้ก็เอาคนจำนวนหนึ่งใน 14 คนนี้ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มาคลอด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ในการป้องกัน การตั้งครรภ์ซ้ำ โดยจัดให้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม ไม่ใช่ระหว่างปัจเจกบุคคล และใช้เครื่องมือ "ธารปัญญา" นักวิจัยบันทึก "ขุมความรู้" เพื่อการป้องกัน การตั้งครรภ์ และติดตามผลการป้องกันการตั้งครรภ์ และติดตามผล การป้องกันการตั้งครรภ์ เขียนรายงานออกมาเป็นผลการ "พัฒนาและวิจัย" เพื่อการป้องกันปัญหา และแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก Teenage Pregnancy ที่ใช้วิธีการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มผู้เคยเผชิญปัญหา และมีผลสำเร็จในการแก้ไข กับกลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหามิได้มากมาย หลากหลายโจทย์ ดังนั้นในการจัดประชุมระดมความคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ KM จึงต้องทำการเตรียมการณ์ให้ดี ให้ group facllitator ได้เข้าใจประเด็นนี้ และหาทาง facilitator การประชุมกลุ่ม ให้เล่าเรื่องแบบ ไม่ตีความออกมาให้ได้ การเล่าเรื่องความสำเร็จ (success story) แบบไม่ตีความนี้สำคัญมาก เพราะจะเปิด โอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมผลัดกันตีความทีละคน เพื่อหาว่ามีความรู้อะไรบ้างที่อยู่ในความสำเร็จนั้น และอยู่ในวิธีทำงาน ที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น ถ้ามีสมาชิกกลุ่ม 10 คน ก็จะมีผลการตีความ 9 ชิ้น (จากผู้ฟัง 9 คน เพราะเป็นเรื่องเล่าเรื่องเสีย 1 คน) เมื่อเอาผลการตีความทั้ง 9 ชิ้นมาเปรียบเทียบกัน ก็จะพบมีส่วนหนึ่งสมาชิกสมาชิกตีความต่างกัน นี่คือส่วนสำคัญ เมื่อเอาส่วนมา อภิปรายทำความชัดเจน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีคิด วิธีตีความ ในที่สุดก็จะเกิดการยกระดับความรู้ขึ้นไป โดยที่ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่มาจากงานหรือการปฏิบัติ นี่คือการสร้างความรู้จากการปฏิบัติ เป็นวิธีสกัด ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในการกระทำออกมาโดยการนำเสนอแบบข้อมูลดิบ ที่ไม่ใช่ข้อมูลเชิงปริมาณ แต่เป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมหรือ
การกระทำหรือ กิจกรรม แล้วให้ข้อมูลนั้นได้รับการตีความโดยอิสระจากคนที่เป็น กัลยามิตร แต่มีมุมมองที่แตกต่างกัน ให้ได้ผลการตีความที่หลากหลาย แล้วเอาความหลากหลายนี้มาสร้างคุณค่า ต่อเนื่องหรือยกระดับความรู้ โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อ

 

เอกสารการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
             1. สรุปผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ "การสร้างเว็บเพจเพื่อการใช้งานและพัฒนาเว็บไซต์"
             2. สรุปผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ "การใช้โปรแกรมระบบงบประมาณพัสดุ การเงิน การบัญชีกองทุน โดยเกณฑ์พึงรับ-พึงจ่าย ลักษณะ 3 มิติ"
             3. สรุปผลโครงการจัดการความรู้ เรื่อง "เทคนิคการจัดเก็บเอกสารหลักฐานเพื่อการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน" และ "ระบบงานทะเบียนและประมวลผล"

คณะกรรมการ KM
             1. คำสั่งคณะกรรมการการจัดการความรู้
             2. คำสั่งบัณฑิตวิทยาลัยฯ ที่ 272/2556 แต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการความรู้ ตามตัวบ่งชี้ที่ 7.2 การพัฒนาสถาบันสู่การเรียนรู้
             3. คำสั่งบัณฑิตวิทยาลัยฯ ที่ 061/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการความรู้ ตามตัวบ่งชี้ที่ 7.2 การพัฒนาสถาบันสู่การเรียนรู้      

รายงานการประชุม
            1. รายงานการประชุมคณะกรรมการการจัดการความรู้ครั้งที่ 2/2558
            2. รายงานการประชุมคณะกรรมการการจัดการความรู้ครั้งที่ 1/2558
            3. รายงานการประชุมคณะกรรมการการจัดการความรู้ครั้งที่ 1/2557
            4. รายงานการประชุมคณะกรรมการการจัดการความรู้ครั้งที่ 1/2556

แผนการจัดการความรู้
            1. แผนการจัดการความรู้ ประจำปี 2557
            2. แผนการจัดการความรู้ ประจำปี 2556
           

แนวปฏิบัติที่ดี
            1. คู่มือแนวปฏิบัติ ประจำปี 2557
            2. แนวปฏิบัติที่ดีการจัดการความรู้
            3.แนวปฏิบัติที่ดีการเข้าใช้งานระบบอักขราวิสุทธิ์